การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมไม่ได้มีสูตรตายตัว เพราะแต่ละสไตล์การเทรด เช่น เทรดสั้น เทรดระยะกลาง หรือเทรดระยะยาว ล้วนมีวิธีการจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเลือกจุด Stop Loss ให้สอดคล้องกับสไตล์เทรดจะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ “แนวทางการตั้ง Stop Loss ให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของตัวเอง” กันครับ จะมีสไตล์เทรดแบบไหนให้เราบ้างนั้น ไปศึกษาพร้อมๆ กันเล้ยย!!
วิธีตั้ง Stop Loss ตามสไตล์การเทรด
วิธีตั้ง Stop Loss เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการเทรด ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมี สไตล์การเทรด ที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมกับสไตล์ของคุณจะช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสบายใจมากขึ้น มาดูกันว่าสไตล์เทรดหลักๆ มีวิธีตั้ง Stop Loss อย่างไรบ้าง:
1. สไตล์ Scalping (สั้นจัด)
- ลักษณะ: เทรดเดอร์กลุ่มนี้จะเปิดและปิดสถานะภายในเวลาไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที ทำกำไรเล็กน้อยแต่บ่อยครั้ง มักใช้ Timeframe สั้นมากๆ (เช่น 1 นาที, 5 นาที) และเทรดด้วยปริมาณมาก
- ความเสี่ยงที่ยอมรับได้: ต่ำมาก ต้องการจำกัดการขาดทุนให้แคบที่สุด
- วิธีตั้ง Stop Loss:
- เปอร์เซ็นต์คงที่ที่แคบมาก: เช่น 0.1% – 0.5% จากจุดเข้าซื้อ เพื่อตัดขาดทุนทันทีเมื่อราคาผิดทางเล็กน้อย
- อิงจาก Volatility (ความผันผวน): ใช้เครื่องมืออย่าง Average True Range (ATR) ใน Timeframe ที่สั้นมากๆ เพื่อกำหนดระยะ Stop Loss ที่สอดคล้องกับความผันผวนรายนาที
- อิงจาก Bid/Ask Spread: ตั้ง Stop Loss ใกล้กับราคา Bid (สำหรับ Long) หรือ Ask (สำหรับ Short) เพื่อโดน Stop Loss ทันทีหากราคาสวนทาง
- ข้อควรระวัง: สไตล์นี้ต้องใช้ความเร็วสูงและวินัยจัด การตั้ง Stop Loss ต้องทำโดยอัตโนมัติ และห้ามขยับหนีเด็ดขาด
2. สไตล์ Day Trading (เทรดจบในวัน)
- ลักษณะ: เปิดและปิดสถานะภายในวันเดียวกัน ไม่ถือข้ามคืน ทำกำไรจากความผันผวนระหว่างวัน มักใช้ Timeframe 5 นาที, 15 นาที, 1 ชั่วโมง
- ความเสี่ยงที่ยอมรับได้: ปานกลาง ไม่ต้องการให้ขาดทุนเกินเป้าหมายรายวัน
- วิธีตั้ง Stop Loss:
- เปอร์เซ็นต์คงที่: อาจจะกว้างขึ้นมาหน่อย เช่น 0.5% – 2% ของราคาซื้อ ขึ้นอยู่กับความผันผวนของสินทรัพย์นั้นๆ
- อิงจากแนวรับ/แนวต้านระยะสั้น: หาแนวรับ/แนวต้านที่สำคัญใน Timeframe ที่ใช้ แล้วตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับ (สำหรับ Long) หรือเหนือแนวต้าน (สำหรับ Short) เพียงเล็กน้อย
- อิงจาก ATR: ใช้ค่า ATR ใน Timeframe ที่เทรด เพื่อคำนวณระยะ Stop Loss ที่เหมาะสมกับความผันผวนของสินทรัพย์ในแต่ละวัน
- อิงจาก Volatility Daily Range: คำนวณกรอบการเคลื่อนไหวของราคาโดยเฉลี่ยในแต่ละวัน แล้วกำหนด Stop Loss ไม่ให้เกินกรอบที่ยอมรับได้
- อิงจากระดับราคาจิตวิทยา (Psychological Levels): เช่น ตัวเลขกลมๆ 50.00 บาท หรือ 100.00 บาท ที่มักจะมีแรงซื้อ/ขายเข้ามา
- ข้อควรระวัง: ต้องระวังการโดน Stop Loss จากความผันผวนของตลาดในช่วงเปิด/ปิด และข่าวสารที่เข้ามากลางคัน
3. สไตล์ Swing Trading (ถือหลายวัน/สัปดาห์)
- ลักษณะ: ถือสถานะตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาใน “คลื่น” สั้นๆ เน้นการเข้าซื้อที่แนวรับและขายที่แนวต้าน มักใช้ Timeframe รายวัน, 4 ชั่วโมง
- ความเสี่ยงที่ยอมรับได้: ปานกลางถึงสูงเล็กน้อย ยอมให้ราคามีพื้นที่แกว่งตัวได้บ้าง
- วิธีตั้ง Stop Loss:
- อิงจากแนวรับ/แนวต้านที่แข็งแกร่ง: หาแนวรับ/แนวต้านที่ชัดเจนในกราฟรายวัน แล้วตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับ (สำหรับ Long) หรือเหนือแนวต้าน (สำหรับ Short) โดยให้ระยะห่างกว้างพอสมควรเพื่อไม่ให้โดน Stop Loss จากความผันผวนเล็กน้อย
- อิงจากโครงสร้างตลาด (Market Structure): ตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Low เดิมที่สำคัญ (สำหรับขาขึ้น) หรือเหนือ High เดิมที่สำคัญ (สำหรับขาลง) หากโครงสร้างตลาดถูกทำลาย แสดงว่าเทรนด์อาจเปลี่ยน
- อิงจาก ATR: ใช้ค่า ATR รายวันเพื่อกำหนดระยะ Stop Loss ที่สอดคล้องกับความผันผวนของสินทรัพย์ในระยะสั้นถึงปานกลาง
- ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages): เช่น MA 20 วัน, MA 50 วัน หากราคาลงมาปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้อ้างอิง แสดงว่าโมเมนตัมเปลี่ยน
- Fixed Percentage: อาจใช้ 3% – 8% แล้วแต่สินทรัพย์และความผันผวน
- ข้อควรระวัง: ต้องเผื่อใจเรื่อง Gap (ราคาโดดข้าม) ในช่วงเปิดตลาด และความผันผวนจากข่าวสารสำคัญในช่วงที่ถือข้ามวัน
4. สไตล์ Position Trading / Investing (ถือยาว)
- ลักษณะ: ถือสถานะตั้งแต่หลายสัปดาห์ เดือน ไปจนถึงหลายปี โดยเน้นแนวโน้มระยะยาวของสินทรัพย์ ไม่ได้สนใจความผันผวนรายวันหรือรายสัปดาห์มากนัก
- ความเสี่ยงที่ยอมรับได้: สูงกว่าสไตล์อื่นๆ เพราะยอมให้ราคามีการปรับฐานหรือแกว่งตัวในระยะสั้น/กลางได้
- วิธีตั้ง Stop Loss:
- อิงจากแนวรับ/แนวต้านระยะยาว: ใช้แนวรับ/แนวต้านจาก Timeframe รายสัปดาห์ หรือรายเดือน อาจใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว (เช่น MA 200 วัน) เป็นจุดอ้างอิงหลัก
- อิงจากโครงสร้างตลาดขนาดใหญ่: ตั้ง Stop Loss ไว้ต่ำกว่า Low เดิมที่สำคัญมากๆ ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มใหญ่
- อิงจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis): หากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไปในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น ผลประกอบการแย่ลงต่อเนื่อง, มีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง) อาจพิจารณาการตัดขาดทุน แม้ราคายังไม่แตะ Stop Loss ทางเทคนิค
- Fixed Percentage (กว้างมาก): อาจใช้ 10% – 20% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในสินทรัพย์และกรอบเวลาการลงทุน
- ข้อควรระวัง: แม้จะถือยาว แต่ก็ไม่ควรละเลยการตั้ง Stop Loss โดยสิ้นเชิง เพราะหากแนวโน้มใหญ่เปลี่ยน หรือเกิดเหตุการณ์ “Black Swan” ที่ไม่คาดฝัน การมี Stop Loss จะช่วยจำกัดความเสียหายได้
หลังจากที่ได้ทราบเกี่ยวกับ “วิธีตั้ง Stop Loss ตามสไตล์เทรดทั้ง 4 แบบ” เราหวังว่าจะช่วยให้ทุกๆ ท่านเลือกการเทรดที่เหมาะกับการตั้ง Stop Loss ของตนเองได้ง่ายและเข้าใจมากขึ้นกันนะครับ
